22 วันวานในความทรงจำ (8) ดวงใจใต้เงาจันทร์(1)

 

ในยามค่ำคืนอันมืดมิด แสงหนึ่งเดียวที่ปรากฏเป็นผู้นำทางแก่ผู้เดินทางในยามราตรีคงไม่เป็นอื่นใดนอกจากดวงจันทร์ และในคืนนี้ก็เช่นกัน ดวงจันทร์ดวงเดิมยังคงส่องสว่างท่ามกลางท้องนภาอันมืดมิด หากแต่วันนี้เจ้าเดือนเพ็ญดวงน้อยกลับดูเศร้าสร้อยเป็นพิเศษ ราวกลับจะตอบรับถึงอารมณ์ของใครหลายๆ คน

“เขา” ก็เป็นหนึ่งในนั้น

แม้จะเป็นเวลาค่ำคืน แต่เสียงกุบกับของม้าวิ่งก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวี่แววว่าจะหยุด บุรุษผมสีดำดั่งรัตติกาลก็ยังคงใช้แส้ในมือเร่งหวดใส่เหล่าอาชาให้วิ่งไปอย่างเร่งรีบ

ท่ามกลางความเงียบสงบ ภายในพื้นเกวียนกลับเอกเขนกไปด้วยร่างของบุรุษสองคน หนึ่งมีผมสีดำ อีกหนึ่งก็น้ำตาล และถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าที่ขอบตาของเจ้าหนุ่มคนนี้บวมแดงราวกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก

แล้วผู้โดยสารคนสุดท้ายล่ะ...

นัยน์ตาสีเขียวมรกตกลับไม่อาจปิดตาหลับลงได้

โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้... เวลาที่แม้แต่เขาก็รู้... แม้ปรารถนาสักเพียงใด ก็ไม่มีวันหยุดเวลานี้ลงได้

เขาจะนอนหลับสนิทได้อย่างไร ในเมื่อเธอผู้เป็นดั่งดวงใจกลับทุกทรมาน

นัยน์ตาคู่สีเขียวที่ทอดมองไปยังร่างของเจ้าของผมสีน้ำตาลบัดนี้ แลดูอ่อนโยนอย่างยิ่ง แววตาคู่นี้เต็มไปด้วยความรู้สึกต่างๆ นาๆ ที่ในยามปกติไม่มีวันปรากฏให้เห็น

หลายปีแล้วที่เขาเฝ้ามอง เฝ้าดูแลเธอ แม้ในตอนเริ่มต้นอาจจะเป็นเพียงเพราะหน้าที่ แต่ด้วยกาลเวลาที่ผ่านมาก็ทำให้เขาได้ตระหนักถึงตัวตนของเธอ

เธอไม่ใช่กุลสตรี และยิ่งไม่ใช่คนดีเลอเลิศอะไร

ข้อเสียของเธอก็มีมากมายเสียจนคนทั่วไปก็บรรยายไม่หมด

แต่เธอ...ก็จริงใจ... และเชื่อมั่นในคำว่า “เพื่อน” เสมอมา

แม้ในบางคราจะไม่เคยแสดงออก... แต่การกระทำก็บอกได้ถึงทุกสิ่ง...

เธอ... อ่อนโยน...ในแบบของเธอ และเข้มแข็ง...มากเสียยิ่งกว่าบุรุษบางคน

เธอ... เปรียบเสมือนเดือนที่ส่องสว่างดุจเทพนำทางในยามราตรี

สำหรับเขาแล้ว เธอคือทุกสิ่ง... คือคนที่เขาพร้อมจะสละชีวิตให้ได้แม้จะต้องไปลงนรกขุมที่ลึกที่สุดก็ตาม

แต่สำหรับเธอ... เขากลับเป็นได้แค่เพียง “เพื่อน”

นั่นเพราะเธอ มี “ดวงตะวัน” ที่ส่องแสงเจิดจ้ายิ่งกว่าอยู่เคียงกาย

เขาจึงทำได้แต่เพียงเป็น “เงา” ที่ จงรัก และภักดีต่อเพียงดวงจันทร์ดวงเดียว

เงา...ที่จะคอยติดตามแสงของดวงจันทร์ไม่ให้ห่าง

เงา...ที่จะคอยดูแลและปลอบโยนยามดวงจันทร์เศร้าหมอง

เงา...ที่จะไม่ยอมให้สิ่งใดมาบดบังดวงจันทร์

แม้จะเป็นดวงตะวันก็ตาม!

 

 

 

 “โร”

เสียงแผ่วเบาเรียกชื่อของเจ้าตัวทำให้เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวหลุดออกจากภวังค์ แววตาของเจ้าตัวแปรเปลี่ยนไปเป็นนิ่งเฉยดั่งเดิมยามหันไปมองเฟรินที่กำลังนอนงัวเงียอยู่บนพื้น

“หลับต่อเถอะ เฟริน ไว้ถึงแล้วฉันจะปลุก” โร เซวาเรสเอ่ยเบาๆ

“แล้วนายล่ะ ทำอะไร ไม่หลับไม่นอนหรือไง” เจ้าตัวดีย้อน
“ก็แค่คิดอะไรอยู่”

นั่น... คือคำตอบที่เขาให้เธอ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเขาอยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่า “ก็แค่คิดเรื่องของเธอ”

ท่ามกลางความเงียบ แววตาสองคู่สบกัน คู่หนึ่งดูครุ่นคิด อีกคู่ดูสงบนิ่ง และอยู่ๆ หัวขโมยตัวยุ่งก็ตัดสินใจทำลายความเงียบขึ้น

“ฉัน... ต้องขอโทษนายเรื่องเมื่อกลางวันด้วย...ที่ว่านายออกไปอย่างนั้น”

นัยน์ตาคู่สีเขียวยังคงสงบนิ่งยามอีกฝ่ายกล่าวต่อ

“ฉัน...ไม่มีสิทธิที่จะว่านาย เรื่องที่นายไม่ยอมบอกฉันเรื่องคาโล ฉันรู้...ว่านายต้องทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องนี้...ที่เป็นคำสั่งโดยตรงของเจ้าพี่บ้านั่น” เฟรินกล่าวด้วยความสำนึกผิด และเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงไม่ปริปากอะไร เจ้าตัวก็อดไม่ได้ที่จะยั้วะขึ้นมานิดๆ

“อันที่จริงนายเองก็น่าจะไว้ใจฉันให้มากกว่านี้นะโร ไม่ว่าเฟย์จะพูดอย่างไร ฉันก็มีสิทธิที่จะรับรู้เรื่องเหล่านี้ไม่แพ้หมอนั่นเลย”

เมื่อได้ยินคนเป็นหัวขโมยกล่าวเช่นนั้น คนเป็นขอทานก็ทำได้เพียงแย้มรอยยิ้มออกมาเท่านั้น

“เรารู้จักกันมากี่ปีแล้ว เฟริน เราสองคนต่างก็ทำงานร่วมกันมาหลายปี จะเปรียบเสมือนคู่หูก็ว่าได้ ฉันกล้าพูดว่าฉันรู้จักนายดีที่สุด ฉันถึงรู้ว่า... ถ้าบอกนายไป... นายคงจะรีบร้อนทำอะไรที่ตัวเองจะต้องเสียใจภายหลังเป็นแน่”

คำกล่าวของขอทานแห่งทริสทอร์ราวกับจะเสียดแทงเข้าไปในใจของเฟริน เดอเบอโรว์ แม้จนเจ้าตัวเองก็ไม่อาจโต้กลับได้

เพราะมันคือความจริง... ที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็รู้ดี แม้ไม่อยากยอมรับ... หากไม่นับเฟย์ คาโล และคิลแล้ว... โร อาจเป็นคนที่เข้าใจเขามากที่สุด

และในบางที อาจจะมากกว่าคาโลและคิลเสียด้วยซ้ำ

เพราะในเวลาหลายปีที่รู้จักกัน โร เซวาเรส ได้พิสูจน์ให้เขาเห็นหลายต่อหลายครั้ง...ว่าเจ้าตัวเข้าใจและยอมรับในตัวเขาเพียงใด

คู่หู...อย่างนั้นหรอ คำๆ นั้นอาจไม่เพียงพอที่จะบรรยายคนตรงหน้าได้เลยด้วยซ้ำ

เมื่อเห็นความนิ่งเงียบของเฟริน คนเป็นขอทานก็ได้แต่ส่ายหัวไปมาอย่างปลงอนิจจัง นัยน์ตาคู่สีเขียวมรกตฉายแววแห่งความห่วงใจอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนไปเป็นดังเดิม

“นาย... ยังมีคิลอยู่นะ มีเจ้าจอมเวทย์ดำนั่นด้วย และก็ยังมีเฟย์ แม้หมอนั่นไม่เคยพูดอะไร แต่ฉันก็รู้ว่าสำหรับพ่อมดดำแล้ว นายคือน้องสาวที่รักยิ่ง เฟย์จะต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เรื่องนี้จบลงอย่างเร็วที่สุดอย่างแน่นอน”

โร เซวาเรส กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมาก่อน และเมื่อประกอบกับคำพูดที่ออกมา ก็ถึงกับทำให้คนอย่างเฟรินพูดอะไรไม่ออก

“และ... ถ้านายยังไม่หายกังวล นายก็ยังมีฉันคนนี้... ที่พร้อมจะเป็นคู่หูให้นายเสมอ”

“ขอบใจ... โร”

นั่นคือประโยคเดียวที่ออกมาจากปากของเฟริน เดอเบอโรว์ ก่อนที่เขาจะหลับตาลงกลับสู่ห้วงนิทราอย่างสงบสุข เพราะเขารู้ดีว่าแม้ในห้วงเวลาที่อันตรายที่สุด โร เซวาเรส ก็จะยังคงอยู่ตรงนี้เสมอ

[Naruto Fanfiction แปล] Naruto Firebird

posted on 15 Apr 2009 20:50 by biscuittin  in Quills

Naruto Firebird by Ellenlome

link: http://www.fanfiction.net/s/3916635/1/Naruto_Firebird

โฮคาเงะรุ่นที่สี่ นามิคาเสะ มินาโตะ เสียสละชีวิตของตนเพื่อผนึกจิ้งจอกเก้าหางไว้ในร่างของทารกวัยแรกเกิด สิบหกปีให้หลัง เมื่อความจริงอันไม่น่าเชื่อถูกเปิดเผยออกมา โลกของอุซึมากิ นารูโตะก็ถึงอันแตกสลายและกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ

 

บทนำ

“มินาโตะ แผนนี้ของเธอมันโง่มาก ถือว่าฉันขอร้อง เธอช่วยพิจารณาอีกทีเถอะ”

“ลุงซารุโทบิก็รู้นี่ครับว่าผมไม่มีทางเลือก ถ้าจะปกป้องโคโนะฮะให้ได้ ผมก็ต้องทำ”

“อย่าโง่นักเลย มินาโตะ ฉันเองก็สามารถใช้คาถานี้ได้ดีพอๆ กับเธอ ให้ฉันทำแทนเธอเถอะ”

อีกฝ่ายเพียงส่ายศีรษะ รอยยิ้มน้อยๆ แต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา “ไม่ได้หรอกครับ นี่เป็นหน้าที่ของผมในฐานะโฮคาเงะรุ่นที่สี่”

“แต่...”

มือถูกยกขึ้นหยุดคำคัดค้านที่กำลังจะตามมา “ลุงยังมีครอบครัวรอลุงอยู่นะครับ เหล่าผู้คนที่ลุงรัก และที่มากกว่านั้น ลุงสมควรจะพักผ่อนได้แล้ว ถึงตาของผมบ้างที่จะต้องปกป้องหมู่บ้าน”

ซารุโทบิมองดูชายหนุ่มผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา ชายผู้พร้อมที่จะทิ้งซึ่งทุกอย่างเพื่อปกป้องหมู่บ้านอันเป็นที่รักของพวกเขา... หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกชายคนนี้ นัยน์ตาคู่สีน้ำเงินเต็มไปด้วยความเศร้าโศกที่จะไม่มีเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ต่อไป และเต็มไปด้วยความกลัว ความกลัวต่อความตายที่เขากำลังจะวิ่งเข้าไปหาด้วยความเต็มใจ และถึงอย่างนั้น มันก็ยังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ปณิธานแห่งไฟลุกไหม้อย่างแรงกล้าในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น และซารุโทบิก็รู้ รู้ว่าไม่มีการหันกลับ ไม่มีทางหยุดเขาได้

แต่ทว่า เขาก็ต้องพยายาม อย่างน้อยก็อีกครั้ง

“แล้วจิไรยะล่ะ และยังสึนาเดะอีก เธอก็รู้ว่าสึนาเดะจะต้องแย่แน่ๆ ถ้าเธอตายวันนี้”

ชายหนุ่มหลับตาเพียงชั่ววินาที แล้วหายใจเข้าด้วยอาการสั่นเทา “ครู...จะเข้าใจ และพี่ฮิเมะ (hime-nee)... ความหวังเดียวของผมคือเธอจะให้อภัยที่ผมทิ้งเธอ” ไว้คนเดียวอีกครั้ง

นัยน์ตาคู่สีน้ำเงินถูกลืมขึ้น และซารุโทบิก็ได้แต่ถอนหายใจ มันคือสงครามที่เขาไม่สามารถชนะได้ “ไม่มีอะไรรับรองว่าแผนนี้จะได้ผล” เขาพูดในที่สุด

“ผมรู้”

“และเธอจะตายไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่”

“ผมรู้”

นัยน์ตาสีเทาเหล็กจ้องมองที่นัยน์ตาคู่สีน้ำเงินดั่งท้องฟ้า และจบลงด้วยเสียงถอนหายใจ

“ฉันจะคิดถึงเธอนะเพื่อน”

แขนสองข้างวนไปโอบรอบร่างของชายชรา อ้อมกอดสุดท้ายจากชายที่เขาถือเป็นดั่งครอบครัว “...ผมรู้” และในพริบตา เขาก็หายไป ไปเพื่อเผชิญความตายและปกป้องหมู่บ้านที่เขารัก

น้ำตาหยดหนึ่งตกลงมา ก่อนที่ซารุโทบิ ซาสึเกะ โฮคาเงะรุ่นที่สามแห่งหมู่บ้านโคโนฮะจะหันและเดินออกไปอีกคนด้วยความมุ่งมั่นที่อย่างน้อยจะไปอยู่ ณ ที่นั้นเพื่อเพื่อนของเขาในวาระสุดท้ายของชีวิต

หรือก็เท่าที่เขาคิด...

edit @ 15 Apr 2009 20:56:06 by Biscuit

edit @ 1 Dec 2009 14:29:50 by Biscuit